วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อุทยานแห่งชาติป่าแม่ปืม


          


            ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยา มีเนื้อที่ 227,312 ไร่ หรือ  363.70 ตารางกิโลเมตร
   การเดินทาง 

          ระยะทางจากจังหวัดเชียงราย ถึงอำเภอพานประมาณ 50 กิโลเมตร และระยะทางจากอำเภอพาน ถึงสำนักงาน2.อุทยานแห่งชาติป่าแม่ปืม 22 กิโลเมตร สภาพถนนเป็นถนนลาดยาง




   สิ่งอำนวยความสะดวก 

        อุทยานแห่งชาติป่าแม่ปืม มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวมีเจ้าหน้าที่ประจำในการติดต่อสอบถามให้รายละเอียดเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มีเส้นทางเดินไพรศึกษาธรรมชาติโดยเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกและมีสถานที่ให้กางเต็นท์ไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการค้างแรมใกล้ชิดกับธรรมชาติด้วย
   ลักษณะภูมิประเทศ
        ประกอบไปด้วยภูเขาหินปูนเรียงสลับกันเป็นแนวยาวและยังประกอบด้วยภูเขาหินทรายซึ่งเป็นเทือกเขาแนวเดียวกัน ความสูงจากระดับน้ำทะเลต่ำสุด 445 เมตร และสูงสุด 970 เมตร มีสภาพความลาดชันของพื้นที่ประมาณ 30 - 40% มีแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคจากน้ำใต้ดิน (น้ำบ่อ)
   พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า 
        อุทยานแห่งชาติป่าแม่ปืม เป็นป่าที่คงความอุดมสมบูรณ์ไว้ได้สูงจึงมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์จำพวกเลี้ยงลูกด้วยนมสัตว์จำพวกเลื้อยคลาน สัตว์จำพวกสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก และปลาต่างๆ





   จุดเด่นที่น่าสนใจ
        อุทยานแห่งชาติป่าแม่ปืมมีสภาพป่าที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ จุดเด่นที่น่าสนใจของอุทยานแห่งชาติ แม่ปืมคือน้ำตกที่สวยงาม นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปพักผ่อน เยี่ยมชมธรรมชาติ เดินป่าปิกนิก ส่องสัตว์ ดูนก พายเรือ ฯ ซึ่งฤดูการท่องเที่ยวจะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคมของทุกปี






อุทยานแห่งชาติขุนแจ

         

          เป็นชื่อเรียกตามชื่อของน้ำตกขุนแจตั้งอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ใช้เวลาเดินทางจากเชียงใหม่ประมาณ 1 ชั่วโมง ตามทางหลวงสายเชียงใหม่-เชียงรายอุทยานแห่งชาติขุนแจตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2538 ถือเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญครอบคลุมเนื้อที่ถึง 270 ตารางกิโลเมตรภายในอุทยานฯมีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ สัตว์ป่าน้ำตกและทิวทัศน์ที่งดงาม นอกจากนั้นยังเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขามานานกว่า 100 ปี
   การเดินทาง
        ที่ทำการอุทยานแห่งชาติขุนแจตั้งอยู่ติดกับทางหลวงแผ่นดินสายเชียงใหม่-เชียงรายห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ 62 กิโลเมตร การเดินทางไปยังอุทยานฯ สามารถเดินทางได้ 2 เส้นทาง คือ  1.จากตัวเมืองเชียงใหม่เดินทางโดยรถบัสปรับอากาศหรือรถธรรมดาสาย เชียงใหม่-ดอยสะเก็ต-เชียงรายจากสถานีขนส่งจังหวัดเชียงใหม่แห่งที่ 2 (อาเขต)หรือนั่งรถสองแถวเล็กสีเหลืองสายเชียงใหม่-เวียงป่าเป้า-ท่ารถถนนไทยวงศ์
     2.จากเชียงราย เดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง และรถสองแถวเล็กซึ่งระยะทางห่างจากจังหวัดเชียงราย 129 กิโลเมตร


   
สิ่งอำนวยความสะดวก
        อุทยานแห่งชาติขุนแจมีบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยวจำนวน 2 หลัง พักได้หลังละ 15 และ 20 คนตามลำดับ อัตราค่าที่พักไม่ได้กำหนดไว้ให้นักท่องเที่ยวที่เข้าพักบริจาคเป็นค่าทำความสะอาดและค่าประกอบอาหารให้กับพนักงานของอุทยานฯ
ลักษณะภูมิประเทศ
        พื้นที่อุทยานฯ แห่งชาติขุนแจ ประกอบด้วยหิน 2 ชนิด คือ หินอัคนีและหินตะกอน  ภูมิประเทศของอุทยานฯส่วนใหญ่เป็นหุบเหวซึ่งเกิดจากการกระทำของกระแสน้ำกัดเซาะจนทำให้เกิดน้ำตกมากมายปริมาณน้ำฝนที่มากจึงมีอัตราการพังทลายของดินที่สูงทำให้เกิดภูมิประเทศที่เป็นหุบเหวลึกนี้



    ลักษณะภูมิอากาศ
        ฤดูแล้งจะอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 2-29 องศาเซลเซียส ฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-ตุลาคม มีฝนตกเฉลี่ย 60 มิลลิเมตร/เดือน มีอุณหภูมิประมาณ 19-29 องศาเซลเซียสฤดูร้อนตั้งแต่เดือนมีนาคม-มิถุนายน มีอุณหภูมิประมาณ 22-33 องศาเซลเซียส
    พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า
        อุทยานแห่งชาติขุนแจมีพืชพันธุ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามระดับความสูงของพื้นที่จาก300-800 เมตร จะเป็นป่าไผ่และป่าเบญจพรรณ ระดับความสูง 800-1,000 เมตรจะเป็นป่าดงดิบและป่าเต็งรังระดับความสูง 1,000-1,500 เมตรจะเป็นป่าดิบและป่าสน ส่วนสภาพป่าที่สูงกว่า 1,500 เมตรขึ้นไปเป็นป่าดิบเขาบริเวณหุบห้วย ปกคลุมไปด้วยต้นไม้หนาแน่นเขียวชอุ่ม ซึ่งเป็นไม้จำพวกยางส่วนพืชชั้นล่างได้แก่ กล้วยป่า เฟิร์น มอสและหญ้าที่ขึ้นตามชายน้ำ สัตว์ป่าที่พบเห็นได้ในอุทยานแห่งชาติขุนแจเห็นได้แตกต่างกันตามสภาพถิ่นที่อยู่อาศัยและช่วงเวลาระหว่างวัน ในหุบเขาริมลำธารและป่าชุ่มชื้นเป็นบริเวณที่มีพืชพันธุ์เขียวชอุ่มจะพบสัตว์ป่าหลายชนิดได้แก่ ชะมด หมูป่า เก้ง เม่นกระรอกหลายชนิดทั้งที่อยู่บนต้นไม้และพื้นดิน
   




 จุดเด่นที่น่าสนใจ
 น้ำตกแม่โถ
        เป็นน้ำตกที่มีความงดงาม มีน้ำไหลตลอดทั้งปีมีทั้งหมด 7 ชั้น และมีความสูงที่สุดประมาณ 40 เมตร  ในฤดูฝนชั้นนี้จะสวยงามมากการเดินทางโดยรถยนต์จากที่ทำการอุทยานฯถึงทางขึ้นน้ำตก(บ้านแม่โถ) ใช้เวลาประมาณ30-40 นาที ต่อจากนั้นเดินเท้าไปยังน้ำตกใช้เวลาชมน้ำตกทั้ง 7 ชั้น ประมาณ 2 ชั่วโมง

 น้ำตกขุนแจ
        เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามและมีความโดดเด่นประกอบด้วยน้ำตก 6 ชั้น บริเวณน้ำตกมีพื้นที่สำหรับพักแรมกางเต็นท์ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์จากที่ทำการอุทยานฯประมาณ 2 ชั่วโมง 



อุทยานแห่งชาติดอยหลวง

       

               มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอแม่สรวย อำเภอพานอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง และอำเภอแม่ใจอำเภอเมือง จังหวัดพะเยา   เป็นอุทยานแห่งชาติที่ได้ยกฐานะมาจากวนอุทยานน้ำตกจำปาทองวนอุทยานน้ำตกผาเกล็ดนาค วนอุทยานน้ำตกปูแกง และวนอุทยานน้ำตกวังแก้ว รวม 4 แห่งที่มีพื้นที่ติดต่อเป็นผืนเดียวกันมีสภาพธรรมชาติและจุดเด่นเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสวยงามมากแห่งหนึ่งของภาคเหนือมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 1,170 ตารางกิโลเมตร หรือ 731,250 ไร่อุทยานแห่งชาติดอยหลวงได้ประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 เมษายน2533
   ลักษณะภูมิประเทศ
        สภาพภูมิประเทศเป็นภูขาสูงทอดตัวตามแนวเหนือ-ใต้โดยค่อนข้างสูงขึ้นจากทางเหนือลงมาทางใต้ มีบริเวณ ดอยหลวงเป็นพื้นที่สูงที่สุดและสภาพดินเป็นดินลูกรังผสมหินโดยเฉพาะบนยอดเขาส่วนบริเวณ    หุบเขา จะมีดินสีดำอุดมไปด้วยแร่ธาตุและหินมีลักษณะเป็นหินกรวดหรือหินปนทราย
   ลักษณะภูมิอากาศ
        ประกอบไปด้วยฤดูกาล 3 ฤดูกาล คือ   ฤดูฝน ระหว่างเดือนมิถุนายน - ตุลาคม
ฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน – มกราคม   ฤดูร้อน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พฤษภาคม
   พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า
        ประกอบด้วยป่าดิบชนิดต่าง ๆ ปะปนกัน ได้แก่ ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบ และป่าเต็งรังมีพันธุ์ไม้ เช่น เสลา อินทนิน ตะเคียนหิน ตะเคียนทอง กะบก ยมหอม บุนนาค เต็ง รังเหียง พลวง ไม้ก่อชนิดต่าง ๆ และไผ่ เป็นต้น  สัตว์ป่าประกอบด้วย เก้ง หมูป่า หมี กระต่าย อีเห็น ชะมด บ่าง ลิง เสือและนกนานาชนิด
  




 แหล่งท่องเที่ยว
 ดอยหนอก
        อยู่ในเทือกเขาดอยหลวง มีลักษณะนูนขึ้นมาเป็นรูปรีคล้ายโหนกวัวเป็นภูเขาที่มีหน้าผาสูงชันสามารถมองเห็นได้จากเบื้องล่างทางทิศตะวันออกของกว๊านพะเยาทิศเหนือถนนพหลโยธินไปจังหวัดเชียงรายการไปเที่ยวดอยหนอกเริ่มต้นจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยหลวง ที่ 6 (น้ำตกจำปาทอง) ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 10 ชั่วโมงเพื่อไปชมโบราณสถานที่ครูบาศรีวิชัยเป็นผู้สร้างไว้ ชมพันธุ์ไม้ กล้วยไม้ป่าที่หายาก        นก ผีเสื้อ และแมลงต่างๆ ชมทิวทัศน์บริเวณกว๊านพะเยาและชมดวงอาทิตย์ขึ้นยามเช้าในสภาพอากาศที่หนาวเย็นปกคลุมด้วยม่านหมอกการเข้ามาท่องเที่ยวควรติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อนำทางด้วย
กิจกรรม : - ชมทิวทัศน์ - ชมประวัติศาสตร์ -ชมพรรณไม้ - ดูนก - ดูผีเสื้อ เดินป่าระยะไกล
  

ถ้ำนางพญาปางดินไฟ
        เป็นถ้ำที่อยู่บริเวณทางน้ำตกวังแก้ว ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นถ้ำไม่ลึกมากนักผนังถ้ำมีหินงอกและหินย้อยที่เกิดจากหินปูนบริเวณก่อนถึงถ้ำพญาปางดินไฟนี้มีเนินเขาเตี้ย ๆ
กิจกรรม : - เที่ยวถ้ำ/ธรณีวิทยา
น้ำตกจำปาทอง
เป็นน้ำตกที่พบเห็นในสภาพป่าดิบชื้นทั่ว ๆ ไป มีลักษณะเป็นน้ำตกสูงชันน้ำใสสะอาด น้ำตกลงมาเป็นสายคล้ายงาช้าง หัวช้างบ้างซึ่งราษฎรในท้องถิ่นก็ตั้งชื่อชั้นของน้ำตกที่เห็นตามลักษณะของน้ำตกที่ปรากฏให้เห็นการเดินทางมีถนนลาดยาง แยกจากถนนสายเชียงราย - พะเยา ตรงหลักกิโลเมตรที่ 7 ก่อนจะถึงตัวจังหวัดพะเยาเข้าไปประมาณ 16 กิโลเมตร ก็ถึงบริเวณน้ำตก
กิจกรรม :- ดูผีเสื้อ -เที่ยวน้ำตก - ดูนก - เดินป่าศึกษาธรรมชาติ - ชมพรรณไม้ -
ชมทิวทัศน




สถานที่ติดต่อและการเดินทาง       
  สถานที่ติดต่อ
        อุทยานแห่งชาติดอยหลวง ตู้ ปณ. แม่เย็น,อ. พาน จ. เชียงราย57280
 
 การเดินทาง
     
รถยนต์
เดินทางจากอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย มาตามถนนสายเชียงราย-พะเยาถึงบ้านปูแกงระยะทางประมาณ 56 กิโลเมตรแยกทางด้านขวามือเป็นทางเข้าสู่หมู่บ้านและอุทยานแห่งชาติดอยหลวง ระยะทาง 9.5 กิโลเมตร ก็จะถึงน้ำตกปูแกง
เดินทางจากอำเภอเมือง จังหวัดพะเยามาตามถนนสายเชียงราย-พะเยา ถึงบ้านปูแกงระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตรแยกทางด้านซ้ายมือเป็นทางเข้าสู่หมู่บ้านและอุทยานแห่งชาติดอยหลวง ระยะทาง 9.5 กิโลเมตร ก็จะถึงน้ำตกปูแกง

อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช

       
     ตั้งอยู่ในตัวเมืองเชียงรายบริเวณทางแยกที่จะไปอำเภอแม่จัน พ่อขุนเม็งรายเป็นกษัตริย์องค์ที่ 25 แห่งราชวงศ์ลวะ เป็นโอรสของพญาลาวเม็ง และพระนางเทพคำขยายหรือพระนางอั้วมิ่งจอมเมือง ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ แรม 9 ค่ำ เดือนอ้าย ปีกุนพุทธศักราช 1782 และเสด็จสวรรคตที่เมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ.๑๘๕๔พ่อขุนเม็งรายได้สร้างเมืองเชียงรายขึ้นบนดอยทองจากรากฐานเดิมที่เคยเป็นเมืองมาก่อน เมื่อปี พ.ศ.๑๘๐๕ ทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์เม็งรายและรวบรวมบ้านเล็กเมืองน้อยเข้าเป็นอาณาจักรล้านนาไทยจนเจริญรุ่งเรืองจนปัจจุบัน
   กู่พระเจ้าเม็งราย 
        ตั้งอยู่หน้าวัดงำเมือง บนดอยงำเมืองกู่นี้เป็นอนุสาวรีย์สำคัญแห่งหนึ่ง เพราะเป็นที่บรรจุอัฐิของพ่อขุนเม็งรายมหาราชตามประวัติกล่าวว่าพระเจ้าไชยสงคราม ราชโอรสพระเจ้าเม็งรายเมื่อได้มอบราชสมบัติให้พระเจ้าแสนภูราชโอรสให้ขึ้นครองนครเชียงใหม่แล้วพระองค์ได้นำอัฐิพระราชบิดามาประทับอยู่ที่เมืองเชียงราย และได้โปรดเกล้าฯสร้างกู่บรรจุอัฐิของพระราชบิดาไว้ ณ ดอยงำเมืองแห่งนี้
   วัดพระสิงห์
        อยู่ที่ถนนท่าหลวง ใกล้ศาลากลางจังหวัด    เดิมเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์องค์ที่ประดิษฐานอยู่ ณ วิหารลายคำวัดพระสิงห์ เชียงใหม่ในปัจจุบัน ตามประวัติเล่าว่าเจ้ามหาพรหมพระอนุชาของพระเจ้ากือนากษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่ได้อัญเชิญพระพุทธสิงหิงค์มาจากเมืองกำแพงเพชร พระเจ้ากือนาได้โปรดฯ ให้ประดิษฐานไว้ ณ เมืองเชียงใหม่ต่อมาพระเจ้ามหาพรหมทูลขอยืมพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานไว้ที่เมืองเชียงรายเพื่อหล่อจำลองแต่เมื่อสิ้นบุญพระเจ้ากือนาและพระเจ้าแสนเมืองราชนัดดาของพระองค์ได้เสด็จขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ เจ้ามหาพรหมคิดจะชิงราชสมบัติจึงยกกองทัพจากเชียงรายไปประชิดเมืองเชียงใหม่แต่เจ้าแสนเมืองก็สามารถป้องกันเมืองได้อีก ทั้งยกทัพตีทัพเจ้ามหาพรหมมาถึงเชียงรายและครั้งนี้เองที่ทรงอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์คืนกลับไปประดิษฐานอยู่ที่วัดพระสิงห์เชียงใหม่สืบมาวัดนี้นอกจากเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิงหิงค์แล้วยังมีรอยพระพุทธบาทจำลองบนแผ่นศิลา สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าเม็งรายมหาราชนอกจากนั้นบานประตูยังออกแบบโดย
คุณถวัลย์ ดัชนี บอกเรื่องราวเกี่ยวกับดิน น้ำ ลมไฟ และแกะสลักโดยฝีมือช่างชาวเชียงราย
   วัดพระแก้ว 
        อยู่ถนนไตรรัตน์เป็นวัดที่ค้นพบพระแก้วมรกต หรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรที่ประดิษฐานอยู่ ณวัดพระแก้ว กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน ตามประวัติเล่าว่าเมื่อปี พ.ศ.
1897
ในสมัยพระเจ้าสามฝั่งแกนเป็นเจ้าเมืองครองเชียงใหม่นั้นฟ้าได้ผ่าเจดีย์ร้างองค์หนึ่ง และได้พบพระพุทธรูปลงรักปิดทองอยู่ภายในเจดีย์ต่อมารักกะเทาะออกจึงได้พบว่าเป็นพระพุทธรูปสีเขียวที่สร้างด้วยหยกคือพระแก้วมรกตนั่นเอง ปัจจุบันวัดพระแก้วเชียงรายเป็นที่ประดิษฐานพระหยกซึ่งสร้างขึ้นใหม่ในวาระที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระชนมายุ ครบ 90 พรรษา
  
   วัดพระธาตุดอยทอง
 
        ตั้งอยู่ถนนอาจอำนวย หลังศาลากลางจังหวัดบนดอยจอมทองริมฝั่งแม่น้ำกกตามตำนานเล่าว่าเป็นพระธาตุเก่าแก่ที่มีก่อนที่พ่อขุนเม็งรายจะทรงสร้างเมืองเชียงรายโดยเล่าว่าพระยาเรือนแก้วผู้ครองนครไชยนารายณ์ทรงสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.
1483 สันนิษฐานว่า เมื่อพ่อขุนเม็งรายทรงพบชัยภูมิที่สร้างเมืองเชียงรายจากดอยจอมทองนั้นคงจะมีการบูรณะองค์พระธาตุใหม่พร้อมๆ กับการสร้างเมืองเชียงราย

    สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ
        เชียงราย
 ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 8 กิโลเมตร บนเส้นทางเชียงราย-แม่จันเข้าไปทางด้านหลังสถาบันราชภัฏเชียงราย ภายในสวนมีทัศนียภาพสวยงาม บรรยากาศร่มรื่นมีหนองบัวที่กว้างถึง 223 ไร่  เป็นสถานที่น่าพักผ่อนหย่อนใจเพราะน้ำในหนองบัวใสเย็นและเต็มเปี่ยมตลอดปีบนพื้นที่รอบหนองบัวเป็นที่ตั้งของพลับพลา ศาลาสำหรับนั่งพักผ่อนและมีสวนปาล์มสวนไผ่อยู่บนที่ลาดเนินเขา

   วนอุทยานน้ำตกขุนกรณ์ 
        อยู่บนเทือกเขาดอยช้าง ตำบลแม่กรณ์ ห่างจากตัวเมืองตามทางหลวงหมายเลข
1211 ประมาณ18 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าไป 11 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 1208 หรือไปตามทางหลวงหมายเลข 1 สายเชียงราย-พะเยา ประมาณ 15 กิโลเมตรจะมีป้ายแยกขวาไปอีก 17 กิโลเมตร ถึงที่ทำการวนอุทยานแล้วเดินเท้าไปยังตัวน้ำตกอีกประมาณ 30 นาที ระยะทาง 1200 เมตร น้ำตกขุนกรณ์เป็นน้ำตกสวยที่สูงที่สุดของจังหวัดเชียงราย ชาวบ้านเรียกว่าน้ำตกตาดหมอกมีความสูงถึง 70 เมตรสองข้างทางที่เดินเข้าสู่น้ำตกเป็นป่าเขาธรรมชาติร่มรื่น

  
หอวัฒนธรรมนิทัศน์
        อยู่ที่ศาลากลางหลังเดิมจัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงโบราณวัตถุเอกสารข้อมูลสำคัญทางประวัติศาสตร์เรื่องราวความเป็นมาทั้งด้านวรรณกรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดเชียงรายและพระราชกรณียกิจสมเด็จย่าที่ดอยตุงเปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา
08.30-15.30 น. เก็บค่าเข้าชม เด็กนักเรียน นักศึกษา คนละ 5 บาท ผู้ใหญ่ 10 บาท
  
แม่น้ำกก 
        เป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านตัวเมืองเชียงราย มีความยาวรวมทั้งสิ้น
130 กิโลเมตรนักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือจากท่าเรือริมแม่น้ำจากตัวเมืองเพื่อท่องเที่ยวชมทัศนียภาพของแม่น้ำกกสองฟากฝั่งเป็นป่าเขาที่สวยงามตามธรรมชาตินอกจากนี้ยังสามารถแวะชมหมู่บ้านชาวเขาต่างๆ เช่น อีก้อ ลีซอ กะเหรี่ยงหรือจะแวะปางช้างเพื่อนั่งช้างเที่ยวป่ารอบบริเวณนั้นก็ได้ อัตราค่าเช่าเรือ 450 บาท  สามารถนั่งได้ 8 คน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง  ติดต่อเช่าเรือได้ตั้งแต่เวลา06.00-16.00 น.

   พิพิธภัณฑ์อูบคำ

        ตั้งอยู่เลขที่
81/1 ถนนหน้าค่ายตำบลรอบเวียง ติดกับตลาดสดเด่นห้าเป็นศูนย์อนุรักษ์มรดกล้ำค่าของอาณาจักรล้านนาโบราณประกอบด้วยเครื่องใช้ในราชสำนักล้านนา เครื่องใช้ในราชสำนักคุ้มเจ้าแพร่เครื่องใช้ในราชสำนักคุ้มเจ้าเชียงใหม่ ผ้าโบราณอายุ 120 ปีเป็นซิ่นไหมคำจากราชสำนักมัณฑเลย์  และที่สำคัญไม่ควรพลาดชมคือบัลลังก์กษัตริย์เป็นทองอร่าม 
ายุกว่า 200 ปี แสดงถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตโดยมีอาจารย์จุลศักดิ์ สุริยไชย เป็นผู้รวบรวม  
ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ตั้งแต่เวลา9.00-18.00 น. ค่าเช้าชมผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาทพิพิธภัณฑ์นี้เป็นความตั้งใจของผู้รวบรวมที่จะเก็บของมีค่าสมัยล้านนาที่ไม่ได้อยู่ในแผ่นดินไทยให้กลับมาอยู่ในผืนแผ่นดินไทยและเก็บไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาถึงความเป็นมาและความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรล้านนาในอดีต  ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โทร. (053) 713349

สามเหลี่ยมทองคำ

        
          ตั้งอยู่ห่างจากเชียงแสนไปทางทิศเหนือ 9 กิโลเมตร ตามถนนเลียบริมแม่น้ำโขง สบรวกเป็นบริเวณที่แม่น้ำโขงซึ่งกั้นดินแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศลาว มาพบกับแม่น้ำรวก ซึ่งกั้นดินแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศพม่า จากจุดนี้นักท่องเที่ยวจะมองเห็นฝั่งพม่าและลาวได้ถนัดชัดเจน สามเหลี่ยมทองคำเป็นที่กล่าวขวัญกันในหมู่นักท่องเที่ยว เพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นไร่ฝิ่นที่ใหญ่โตมาก เรียกว่าใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ แต่ปัจจุบันไม่มีไร่ฝิ่นที่ว่านี้อีกแล้ว คงเหลือแต่ทิวทัศน์ที่เงียบสงบของลำน้ำและเขตแดนของ 3 ประเทศเท่านั้น เป็นจุดที่แม่น้ำรวกซึ่งกั้นพรมแดนไทยและพม่า มาบรรจบกันแม่น้ำโขงที่กั้นไทยกับลาว จุดนี้นักท่องเที่ยวจะเห็นฝั่งพม่าและลาวได้ถนัดชัดเจน สามเหลี่ยมทองคำเป็นที่กล่าวขวัญกันในหมู่นักท่องเที่ยว เพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นไร่ฝิ่นที่ใหญ่โตมากเรียกว่าใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ แต่ปัจจุบันไม่มีไร่ฝิ่นที่ว่านี้อยู่แล้ว คงเหลือแต่ทิวทัศน์ที่เงียบสงบของลำน้ำและเขตแดนของ3 ประเทศเท่านั้น แต่ผู้คนก็ยังคงพากันเดินทางมาสัมผัสกับตำนานสามเหลี่ยมทองคำโดยมีที่มาขอชื่อ ว่าหลังจากที่พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และลาวถูกฝรั่งเศสยึดครอง ก็เกิดการค้าขายสินค้าด้วยระบบและเปลี่ยนกันขึ้นโดยทางฝั่งพม่านั้นจะมีผ้าแพร สินค้าจากจีน กระทะทองเหลือ และฝิ่นเป็นสินค้าที่นำมาแลกเปลี่ยนกับผ้าไหม ทองคำแผ่น และทองคำแท่งของพ่อค้าฝั่งลาว ซึ่งพ่อค้าลาวจำเป็นต้องล่องเรือตามลำน้ำโขงมาขึ้นที่บ้านป่าสัก เขตเมืองพงของพม่าซึ่งตั้งอยู่เหนือบ้านสบรวกของไทย ปีหนึ่ง ๆ มีการแลกเปลี่ยนสินค้ากันประมาณ 4-5 ครั้ง ทำให้บ้านป่าสักกลายเป็นบริเวณขายที่เฟื่องฟูมากของสมัยนั้น และเพราะการและเปลี่ยนด้วยทองคำนี้เองจึงทำให้ชาวบ้านเรียกขานบริเวณนี้กันจนติดปากว่า "สามเหลี่ยมทองคำ"
    กิจกรรมท่องเที่ยวบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ
 1. ล่องเรือชมวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำโขง
        นักท่องเที่ยวนิยมนั่งเรือเที่ยวชมทิวทัศน์จุดบรรจบของพรมแดนไทย ลาว และพม่า ค่าเช่าเรือประมาณ 300-400 บาทนั่งได้ 6 คน ที่สามเหลี่ยมทองคำจะมีท่าเรือไว้บริการหลายท่า ถ้าต้องการนั่งชมทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำโขงไปไกลถึงเชียงแสนและเชียงของ ก็สามารถหาเช่าเรือได้ ค่าเรือขึ้นอยู่กับระยะทางใกล้ไกลนักท่องเที่ยวที่สนใจล่องแม่น้ำโขงไปเที่ยวทางตอนใต้ของประเทศจีนเช่นสิบสองปันนาคุนหมิง สามารถติดต่อกับบริษัทนำเที่ยวในจังหวัดเชียงรายได้หากต้องการจะชมทิวทัศน์มุมกว้างของสามเหลี่ยมทองคำบริเวณสบรวกและเพื่อนบ้าน ต้องขึ้นไปบนดอยเชียงเมี่ยง ที่อยู่ริมแม่น้ำโขง

 
2. นมัสการพระเชียงแสนสี่แผ่นดิน
        พระเชียงแสนสี่แผ่นดิน หรือ พระพุทธนวล้านตื้อ ประดิษฐานกลางแจ้ง ณ สามเหลี่ยมทองคำ พระพุทธนวล้านตื้น องค์นี้เป็นพระเชียงแสนสี่แผ่นดินเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งได้สร้างขึ้นแทนองค์เดิมที่จมลงแม่น้ำโขง และสร้างขึ้นด้วย ทองสัมฤทธิ์ ปิดทองด้วยบุศราคัม น้ำหนักถึง 69 ตัน หน้าตักกว้าง 9.99 ม.สูง 15.99 ม. ประทับนั่งบน "เรือแก้วกุศลธรรม" ขนาดใหญ่

 3. ถ่ายรูปคู่กับซุ้มประตูสามเหลี่ยมทองคำ

        นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวสามเหลี่ยมทองคำมักไม่พลาดที่จะถ่ายรูปกับ ซุ้มประตู สามเหลี่ยมทองคำ ที่มีวิวแม่น้ำโขงเป็นฉากหลัง

 4. ช็อปปิ้งซื้อของที่ระลึก

 
การเดินทาง
 1. รถยนต์ส่วนตัว 
        ใช้ทางหลวงหมายเลข 10 เมื่อผ่าน อ. แม่จันเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1016 (แม่จัน-เชียงแสน) ระยะทาง 29 กิโลเมตร ก่อนถึงกำแพงเมืองเกาเชียงแสนมีสี่แยกบายพาส เลี้ยวซ้ายมีป้ายบอกทางไปสามเหลี่ยมทองคำ หรือเลือก ทางตรงไปผ่านอำเภอเชียงแสน จากนั้นเลี้ยวซ้ายไปตามถนนเลียบน้ำโขงอีก 12 กิโลเมตร
2. รถโดยสารประจำทาง
        จากเชียงรายนั่งรถบัสสีเขียวสายเชียงราย เชียงแสน


วัดร่องขุ่น

       
            ตั้งอยู่ในเขตตำบลคลองลานพัฒนา ตำบลคลองน้ำไหล ตำบลโป่งน้ำร้อน และตำบลสักงาม อยู่ห่างจากตัวจังหวัด ประมาณ 65 กม.ออกแบบและก่อสร้าง โดยอาจารย์ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เมื่อ พ.ศ. 2540 โดย บนพื้นที่เดิมของวัด 3 ไร่และขยายออกเป็น 12 ไร่อุโบสถ ประดับกระจกสีเงินแวววาววิจิตรงดงามแปลกตา ภายในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง โดยเฉพาะภาพพระพุทธองค์หลังพระประธานซึ่งเป็นภาพที่ใหญ่งดงามมาก
   ความหมายของอุโบสถ
        สีขาวของโบสถ์แทนพระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า กระจกขาวหมายถึง พระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่เปล่งประกายไปทั่วโลกมนุษย์และจักรวาล
        สะพาน หมายถึง การเดินข้ามวัฏสงสารมุ่งสู่พุทธภูมิ ก่อนขึ้นสะพานครึ่งวงกลมเล็กหมายถึง โลกมนุษย์ย์ วงใหญ่ที่มีเขี้ยวเป็นปากของพญามาร หรือพระราหูหมายถึง กิเลสในใจแทนขุมนรกคือทุกข์ ผู้ใดจะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในพระพุทธภูมิต้องตั้งจิตปลดปล่อยกิเลสตัณหาของตนเองทิ้งลงไปในปากพญามาร เพื่อเป็นการชิระจิตเราให้ผ่องใสถึงจะเดินผ่านขึ้นไป บนสันของสะพานจะประกอบไปด้วยอสูรอมกัน
16 ตัว ข้างละ 8 ตัว อุปกิเลส 16 จากนั้นก็จะถึงกึ่งกลางสะพาน หมายถึง เขาพระสุเมระ เป็ฯที่อยู่องเทวดา ด้านล่างเป็นสระน้ำ หมายถึง สีนดรมหาสมุทร มีสวรรค์ตั้งอยู่ 6 ชั้นด้วยกัน ผ่านสวรรค์ 6 เดินลงไปสู่แผ่นดินของพรหม 16 ชั้น แทนด้วยดอกบัวทิพย์ 16 ดอก รอบอุโบสถ ดอกที่ใหญ่สุด 4 ดอก ตรงทางขึ้นด้านข้างโบสถ์ หมายถึง ซุ้มพระอริยเจ้า 4 พระองค์ ประกอบด้วยพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ เป็นสงฆ์สาวกที่เราควรกราบไหว้าบูชา ก่อนขึ้นบันได ครึ่งวงกลม หมายถึง โลกุตตรปัญญา บันไดทางขึ้น 3 ขั้น  แทนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ผ่านแล้วจึงขึ้นไปสู่แผ่นดินของอรูปพรหม 4 แทนด้วยดอกบัวทิพย์ 4 ดอก และ บานประตู 4 บาน บานสุดท้ายเป็นกระจกสามเหลี่ยมแทนความว่าง (ความหลุดพ้น) แล้วจึงจะก้าวข้ามธรณีประตูเข้าวสู่พุทธภูมิภายในประกอบด้วยภาพเขียนโทนสีทองทั้งหมด ผนัง 4 ด้าน เพดาน และพื้นล้วนเป็นภาพเขียนที่แสดงถึงการหลุดพ้นจากกิเลสมาร มุ่งเข้าสู่โลกุตรธรรมส่วนบนของหลังคาโบสถ์ ผมได้นำหลักธรรมอ้นสำคัญยิ่งของการปฏิบัติจิต3 ข้อ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นำไปสู่ความว่าง (ความหลุดพ้น) ช่อฟ้าเอก หมายถึง ศีล ประกอบด้วยสัตว์ 4 ชนิดผสมกัน แทน ดิน น้ำ ลม ไฟ ช้าง หมายถึง ดิน นาค หมายถึง น้ำ ปีกหงส์ หมายถึง ลม และหน้าอก หมายถึง ไฟ ขึ้นไปปกปักรักษาพระศาสนา บนหลัง ช่อฟ้าเอกเทินด้วยพระธาตุ หมายถึง ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 ข้อ และ 84,4000 พระธรรมขันธ์ ช่อฟ้าชั้นที่ 2 (บน) หมายถึง สมาธิ แทนด้วยสัตว์ 2 ชิด คือ พญานาคกับหงส์ เขี้ยวพญานาค หมายถึง ความชั่วในตัวมนุษย์ หงส์ หมายถึง ความดีงาม ศีลเป็นตัวฆ่าความชั่ว (กิเลส) เมื่อใจเราชนะกิเลสได้ก็เกิดสมาธิ มีสติกำหนดรู้เกิดปัญญา ช่อฟ้าชั้นที่ 3 (สูงสุด) หมายถึง ปัญญา แทนด้วยหงส์ปากครุฑ หมอบราบนิ่งสงบไม่ปรารถนาใดๆ มุ่งสู่การดับสิ้นซึ่งอาสวะกิเวลภายใน ด้านหลังหางช่อฟ้าชั้นที่ 3 มีลวดลาย 7 ชิ้น
   การเดินทาง
        วัดร่องขุ่นตั้งอยู่ที่บ้านร่องขุ่น ต.ป่าอ้อดอนชัย ไปตามหางหลวงหมายเลข 1 สายพะเยา-แม่สาย กม.ที่ 816 แยกซ้ายประมาณ  100 เมตร(เข้าทางเดียวกับน้ำตกขุนกรณ์)
   การเดินทาง
        ถนนสายเชียงราย - กรุงเทพฯถ้ามาจากกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ วัดร่องขุ่นจะอยู่ก่อนถึงตัวเมืองเชียงราย ๑๓ ก.มตรงหลัก ก.ม ที่ ๘๑๖ ถนนพลหลโยธิน (หมายเลข ๑ / A๒ ) เลี้ยวเข้าไปประมาณ ๑oo เมตรจะมีป้ายบอกเป็นระยะๆ
   สถานที่ติดต่อ
        บ้านร่องขุ่น ตำบลป่าอ้อดอนชัยอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ๕๗ooo ตั้งอยู่ กม.ที่ ๘๑๗ ก่อนถึงตัวเมือง ๑๓ กม.โทร.๐๕๓-๖๗๓-๕๗๙